วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

Second Day (Nagoya - Shizuoka - Hamanako - Fujisan - Izunokuni)

25 เมษายน 2559

   เช้าวันนี้อากาศสดใสค่ะ ตื่นมายามเช้าเห็นวิวรถไฟชิงคันเซ็นกำลังวิ่งออกจากสถานี Meitetsu และยังเห็นทัศนียภาพของเมืองอีกด้วย

ทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรมค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวญี่ปุ่น ซุปมิโสะ ปลาแซลมอน ทงคัตสึ เป็นต้นค่ะ

เราสังเกตได้ว่า ก่อนทานอาหารทุกมื้อของชาวญี่ปุ่น จะมีผ้าเช็ดมือบรรจุในซอง คล้ายๆผ้าเย็นค่ะ อย่างบนเครื่องบินก็จะมี แต่เป็นผ้าร้อนค่ะ (ร้อนจริงๆนะ)

8โมง ได้เวลาออกเดินทางไปยังปราสาทนาโกย่าแล้วค่ะ

ภาพนี้เป็นภาพนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียนค่ะ

ร้านขายปลาไทยากิหน้าปราสาทนาโกย่าค่ะ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีการคัดแยกขยะก่อนทิ้งเสมอ ถุงนี้ก็เช่นกันค่ะ เป็นถุงสีเขียวๆฟ้าๆ คือถุงที่ใส่ขยะที่จะเผาไหม้ได้ค่ะ ซึ่งแต่ละเทศบาลก็จะมีถุงสีแตกต่างกันไปค่ะ หากเราแยกขยะผิดถุง เทศบาลจะไม่มาเก็บเลยค่ะ เรียกได้ว่าติดป้ายประจานไว้เลยว่า อีนี่แยกขยะผิดนะจ้ะ กรุณาเอาไปแก้ไขซะด้วยยย

ตอนนี้ซากุระที่ญี่ปุ่นเป็นใบหมดแล้วค่ะ เหลือแต่ดอกอาซาเลีย (Azalea) บริเวณหน้าปราสาทนาโกย่าค่ะ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลชมดอกอาซาเลียใช่วงเดือนพฤษภาคมด้วยค่ะ

เดินทางเข้าไปในปราสาทนาโกย่าค่ะ ในอดีตเป็นที่อยู่ของไดเมียวค่ะ รอบปราสาทก็ยังมีบ้านของซามูไรในสมัยก่อนด้วยค่ะ

บนยอดปราสาทจะมี "ปลาหัวเสือทองคำ" ที่มีชื่อเสียง และชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าปลาหัวเสือทองคำเป็นเครื่องรางที่จะป้องกันการเกิดอัคคีภัยได้ค่ะ

มาถึงญี่ปุ่นก็ต้องกดน้ำในตู้กดน้ำเนอะ มีทุกที่ที่ไปเลยค่ะ มีทุกตรอก ทุกซอย ไอ้เจ้ตู้กดน้ำเนี่ย กดกันทุกวัดเลยค่ะ

เดินทางต่อไปยังทะเลสาบฮามานะโกะ หรือทะเลสาบปลาไหลค่ะ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาไหลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซึโอกะค่ะ (Shizuoka) เดินทางอีกไม่ไกล ทานข้าวที่ร้านอาหาร ติดกับร้านของฝาก ของดีจากจังหวัดชิซึโอกะค่ะ

มื้อเที่ยงนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างค่ะ ซุปหม้อไฟ ข้าวหน้ากุ้งแห้ง เทมปุระ ซาชิมิปลามากุโร่ และอื่นๆค่ะ

ซาชิมิก็คือปลาดิบนั่นเอง เนื้อมันมีทั้งส่วนเหนียว (แบบเคี้ยวไม่ออก) และส่วนที่ไม่เหนียวค่ะ จากการวิจัย (555) พบว่า ส่วนที่ไม่เหนียวมีรสชาติอร่อย ส่วนที่เหนียว นอกจากจะเคี้ยวไม่ออกแล้วยังคาวด้วยค่ะ ใช้ตะเกียบกดลงไปเพื่อทดสอบว่าเนื้อตรงไหนแข็ง ตรงไหนนิ่มค่ะ

ทานข้าวเสร็จก็ซื้อของฝากค่ะ

แนะนำค่ะถ้าซื้อของในร้านของฝากหรือร้านต่างๆ ให้สังเกตป้าย Japan Tax Free ค่ะ ซึ่งเป็นป้ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาซื้อไม่ต้องเสียภาษีอีก 8% ค่ะ บางร้านรวม Vat บางร้านไม่รวมค่ะ วิธีการก็คือ เราต้องดูว่าเค้าให้รีฟันได้เมื่อซื้อครบเท่าไหร่ เช่น ร้านนี้ ซื้อครบ 5001 เยนก็สามารถขอคืนได้ค่ะ ใช้แค่พาสปอร์ตค่ะ ร้านจะแปะใบเสร็จลงพาสปอร์ตให้เรา ไม่ต้องดึงนะคะ เดี๋ยวตม.จะมาดึงให้ค่ะ

ของในเมืองที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ ชาเขียว และ ปลาไหลค่ะ

เดี๋ยวจะพูดเรื่องระบบเกษตรกรรมของญี่ปุ่นนะคะ รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ให้เกิดการแข่งขันของสินค้าระหว่างจังหวัด เพราะทุกจังหวัดก็จะมีของดีแตกต่างกันไป อย่างบริษัทที่ผลิต Kitkat ก็จะโปรโมทจังหวัดด้วยการ เอาของดีของจังหวัด มาทำเป็นรสชาติ Kitkat เช่น ฮอกไกโด ก็จะมีคิทแคทรสเมล่อนค่ะ

ในปีปีหนึ่ง การทำเกษตรกรรมนั้น จะไม่ทำแบบเยอะๆจนราคามันถูกค่ะ อย่างเช่น หากจะปลูกเมล่อน ก็จะผลิตเมล่อนได้ไม่กี่ลูกต่อตน เพราะเกษตรกรจะเลือกเฉพาะลูกที่สวยๆ เก็บไว้ ลูกที่ดูไม่ดีก็จะเด็ดทิ้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้น ลูกที่เหลือก็เหมือนหัวกะทินั่นเองค่ะ เมื่อสามารถผลิตได้น้อย ราคาก็เลยสูง บางสวนสามารถปลูกได้อร่อยมากๆ ขายลูกละเป็นหมื่นบาทเลยก็มีค่ะ

การเก็บใบชาของญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นหลายครั้งค่ะ การเก็บครั้งแรกจะให้ใบชาที่คุณภาพดีที่สุด และมีราคาแพงที่สุดค่ะ ซึ่งจะเอามาทำเป็นชาผง หรือมัทฉะค่ะ ในอดีต การเก็บใบชาต้องใช้เด็กสาวอายุ 15-16 ปี จะทำให้ได้ใบชาที่ดีค่ะ แต่ในปัจจุบันจะใช้เครื่องเก็บใบชาแทนค่ะ

เดินทางต่อไปยังภูเขาไฟฟูจิ ชมทุ่งดอกพิงค์มอสค่ะ

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่ไม่ชัดเจนมากค่ะ โดยสภาพอากาศแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมักไม่ค่อยมีแดดจ้า ท้องฟ้าจะเมฆเยอะ และฝนตกบ่อยด้วยค่ะ

ตอนนี้ทุ่งพิงค์มอสบานเต็มที่แล้วค่ะ สวยงามมาก

อากาศค่อนข้างเย็นค่ะ น่าจะประมาณ 15 องศาค่ะ เตรียมเสื้อโค้ตไปก็โอเคแล้วค่ะ

อากาศเย็นๆแบบนี้ต้องกินไอติมสิคะ รออะไร5555
ไอติมซากุระอันเลื่องชื่อ

หลังจากชมความงามของฟูจิซังเรียบร้อยแล้ว เดินทางต่อไปยังโรงแรม Ohito Hotel บนคาบสมุทรอิสึ (伊豆半島 ) บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นค่ะ และยังเป็นแหล่งออนเซ็นแห่งหนึ่งที่ดีในประเทศญี่ปุ่นค่ะ

โรงแรมที่เราพักกันคืนนี้เป็น onsen ryokan คือโรงแรมที่มีอ่างอาบน้ำแร่แบบญี่ปุ่น หรือ ออนเซ็น ให้แขกที่เข้าพักค่ะ

มื้อเย็นทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรมค่ะ เป็นบุฟเฟต์ มีขาปูยักษ์เสิร์ฟด้วยค่ะ (อันนี้น่าจะทัวร์จัดมาเองค่ะ)

นอกจากโรงแรมนี้จะมีออนเซ็นแล้ว ยังมีห้องคาราโอเกะ และห้องปิงปองให้เข้าไปเล่นได้ฟรีอีกด้วยค่ะ

โรงแรมนี้ยังไม่หมดมุกค่ะ มีชุดยูกาตะให้ใส่เอาไปเดินชิวๆด้วยค่ะ ดีงามมาก

สี่ทุ่มก็ได้เวลาลงไปแช่ออนเซ็นแล้วค่ะ ทำใจนานมาก5555 ในห้องออนเซ็นก็จะมีเก้าอี้ให้นั่งอาบน้ำแต่ละคนไว้ค่ะ ให้อาบน้ำ ฟอกสบู่ ล้างตัวให้สะอาดก่อนจะลงไปแช่ค่ะ บริเวณอาบน้ำคือต้องแก้ผ้าไปเลยนะ มีสบู่ ยาสระผม ครีมโกนหนวด (?) ที่ขัดเท้าให้เรียบร้อยเลยค่ะ สิ่งเดียวที่จะเอาเข้าไปได้ คือผ้าขนหนูผืนเล็กขนาดเท่าผ้าเช็ดผมค่ะ แต่อย่าเอาผ้าลงไปจุ่มน้ำนะคะ

โรงแรมนี้มีทั้งออนเซ็น indoor และ outdoor ค่ะ ออนเซ็นข้างนอกสวยมากค่ะ เป็นบ่อไม่ใหญ่ ดูดาว ดูวิวรอบๆโรงแรมได้ค่ะ ออนเซ็นเปิดตั้งแต่ ตี5 จนถึงเที่ยงคืนค่ะ

วิวโรงแรมเป็นเทือกเขาเรียงสลับซ้อนกันสวยงาม บ้านต่างๆสไตล์ญี่ปุ่นบนเนินเขาค่ะ

จบตอนวันที่สองแล้วค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น