วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

Third Day at Japan ( Ashinoko - Kanagawa - Hakone - Tokyo - Asakusa - Shinjuku )

26 เมษายน 2559
 
   ตื่นเช้ามาพร้อมอากาศสดชื่นค่ะ ออกมาดูวิวด้านนอกโรงแรม เห็นฟูจิซังจากโรงแรมด้วยค่ะ สวยอีกแล้วฟูจิงซัง

ทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรมค่ะ

ออกเดินทางสู่ทะเลสาบอะชิ (Ashinoko) ล่องเรือโจรสลัด อากาศเย็นมากค่ะ เสื้อหนาวขนเป็ดก็ยังไม่พอค่ะ เพราะลมค่อนข้างแรง แต่เห็นวิวบนเรือแล้วหายหนาวเลยค่ะ สวยมากๆ สองข้างทางเป็นวิวภูเขา สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้จากจุดนี้ด้วยค่ะ

ระหว่างทางที่เดินทางออกจากทะเลสาบ เราจะเห็นเสาโทริอิสีแดงส้มขนาดใหญ่ นั่นหมายถึงเขตแดนระหว่างโลกมนุษย์และเทพเจ้าค่ะ ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสูงมาก เมื่อเข้าเขตนี้แล้ว ชาวญี่ปุ่นจะไม่พูดคำหยาบ พูดแต่สิ่งดีๆค่ะ เพราะถือว่าเข้าเขตของเทพเจ้าแล้ว เดินทางกันต่อไปยังศาลเจ้าฮาโกเน่ ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต ตั้งอยู่กลางป่าค่ะ รู้สึกสงบร่มรื่นมากๆเลยค่ะ

อาหารเที่ยงวันนี้เป็นปิ้งย่างบุฟเฟต์ค่ะ กินไม่อั้นแต่ทานแล้วห้ามเหลือค่ะ บุฟเฟต์ไอติมอร่อยมากก

หลังจากอยู่นอกเมืองมาหลายวัน ถึงเวลาชมแสง สี เสียง ณ โตเกียววว

คนนิจิวะ โตเกียวค่าา

ชมวัดอาซาคุซะในโตเกียว เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในโตเกียวค่ะ

นักเรียนม.ปลายญี่ปุ่นหล่อมาก ><
ที่นี่ตามกฎหมายจะไม่สามารถถ่ายรูปคนอื่นไปลงได้นะคะ จึงขอเบลอหน้าบางส่วนไว้ เก็บความฟินไว้คนเดียว อิ้อิ้

Second Day (Nagoya - Shizuoka - Hamanako - Fujisan - Izunokuni)

25 เมษายน 2559

   เช้าวันนี้อากาศสดใสค่ะ ตื่นมายามเช้าเห็นวิวรถไฟชิงคันเซ็นกำลังวิ่งออกจากสถานี Meitetsu และยังเห็นทัศนียภาพของเมืองอีกด้วย

ทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรมค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารญี่ปุ่น เช่น ข้าวญี่ปุ่น ซุปมิโสะ ปลาแซลมอน ทงคัตสึ เป็นต้นค่ะ

เราสังเกตได้ว่า ก่อนทานอาหารทุกมื้อของชาวญี่ปุ่น จะมีผ้าเช็ดมือบรรจุในซอง คล้ายๆผ้าเย็นค่ะ อย่างบนเครื่องบินก็จะมี แต่เป็นผ้าร้อนค่ะ (ร้อนจริงๆนะ)

8โมง ได้เวลาออกเดินทางไปยังปราสาทนาโกย่าแล้วค่ะ

ภาพนี้เป็นภาพนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียนค่ะ

ร้านขายปลาไทยากิหน้าปราสาทนาโกย่าค่ะ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นจะมีการคัดแยกขยะก่อนทิ้งเสมอ ถุงนี้ก็เช่นกันค่ะ เป็นถุงสีเขียวๆฟ้าๆ คือถุงที่ใส่ขยะที่จะเผาไหม้ได้ค่ะ ซึ่งแต่ละเทศบาลก็จะมีถุงสีแตกต่างกันไปค่ะ หากเราแยกขยะผิดถุง เทศบาลจะไม่มาเก็บเลยค่ะ เรียกได้ว่าติดป้ายประจานไว้เลยว่า อีนี่แยกขยะผิดนะจ้ะ กรุณาเอาไปแก้ไขซะด้วยยย

ตอนนี้ซากุระที่ญี่ปุ่นเป็นใบหมดแล้วค่ะ เหลือแต่ดอกอาซาเลีย (Azalea) บริเวณหน้าปราสาทนาโกย่าค่ะ นอกจากนี้ยังมีเทศกาลชมดอกอาซาเลียใช่วงเดือนพฤษภาคมด้วยค่ะ

เดินทางเข้าไปในปราสาทนาโกย่าค่ะ ในอดีตเป็นที่อยู่ของไดเมียวค่ะ รอบปราสาทก็ยังมีบ้านของซามูไรในสมัยก่อนด้วยค่ะ

บนยอดปราสาทจะมี "ปลาหัวเสือทองคำ" ที่มีชื่อเสียง และชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าปลาหัวเสือทองคำเป็นเครื่องรางที่จะป้องกันการเกิดอัคคีภัยได้ค่ะ

มาถึงญี่ปุ่นก็ต้องกดน้ำในตู้กดน้ำเนอะ มีทุกที่ที่ไปเลยค่ะ มีทุกตรอก ทุกซอย ไอ้เจ้ตู้กดน้ำเนี่ย กดกันทุกวัดเลยค่ะ

เดินทางต่อไปยังทะเลสาบฮามานะโกะ หรือทะเลสาบปลาไหลค่ะ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาไหลที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซึโอกะค่ะ (Shizuoka) เดินทางอีกไม่ไกล ทานข้าวที่ร้านอาหาร ติดกับร้านของฝาก ของดีจากจังหวัดชิซึโอกะค่ะ

มื้อเที่ยงนี้เป็นอาหารญี่ปุ่นหลายอย่างค่ะ ซุปหม้อไฟ ข้าวหน้ากุ้งแห้ง เทมปุระ ซาชิมิปลามากุโร่ และอื่นๆค่ะ

ซาชิมิก็คือปลาดิบนั่นเอง เนื้อมันมีทั้งส่วนเหนียว (แบบเคี้ยวไม่ออก) และส่วนที่ไม่เหนียวค่ะ จากการวิจัย (555) พบว่า ส่วนที่ไม่เหนียวมีรสชาติอร่อย ส่วนที่เหนียว นอกจากจะเคี้ยวไม่ออกแล้วยังคาวด้วยค่ะ ใช้ตะเกียบกดลงไปเพื่อทดสอบว่าเนื้อตรงไหนแข็ง ตรงไหนนิ่มค่ะ

ทานข้าวเสร็จก็ซื้อของฝากค่ะ

แนะนำค่ะถ้าซื้อของในร้านของฝากหรือร้านต่างๆ ให้สังเกตป้าย Japan Tax Free ค่ะ ซึ่งเป็นป้ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาซื้อไม่ต้องเสียภาษีอีก 8% ค่ะ บางร้านรวม Vat บางร้านไม่รวมค่ะ วิธีการก็คือ เราต้องดูว่าเค้าให้รีฟันได้เมื่อซื้อครบเท่าไหร่ เช่น ร้านนี้ ซื้อครบ 5001 เยนก็สามารถขอคืนได้ค่ะ ใช้แค่พาสปอร์ตค่ะ ร้านจะแปะใบเสร็จลงพาสปอร์ตให้เรา ไม่ต้องดึงนะคะ เดี๋ยวตม.จะมาดึงให้ค่ะ

ของในเมืองที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่ ชาเขียว และ ปลาไหลค่ะ

เดี๋ยวจะพูดเรื่องระบบเกษตรกรรมของญี่ปุ่นนะคะ รัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่ให้เกิดการแข่งขันของสินค้าระหว่างจังหวัด เพราะทุกจังหวัดก็จะมีของดีแตกต่างกันไป อย่างบริษัทที่ผลิต Kitkat ก็จะโปรโมทจังหวัดด้วยการ เอาของดีของจังหวัด มาทำเป็นรสชาติ Kitkat เช่น ฮอกไกโด ก็จะมีคิทแคทรสเมล่อนค่ะ

ในปีปีหนึ่ง การทำเกษตรกรรมนั้น จะไม่ทำแบบเยอะๆจนราคามันถูกค่ะ อย่างเช่น หากจะปลูกเมล่อน ก็จะผลิตเมล่อนได้ไม่กี่ลูกต่อตน เพราะเกษตรกรจะเลือกเฉพาะลูกที่สวยๆ เก็บไว้ ลูกที่ดูไม่ดีก็จะเด็ดทิ้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้น ลูกที่เหลือก็เหมือนหัวกะทินั่นเองค่ะ เมื่อสามารถผลิตได้น้อย ราคาก็เลยสูง บางสวนสามารถปลูกได้อร่อยมากๆ ขายลูกละเป็นหมื่นบาทเลยก็มีค่ะ

การเก็บใบชาของญี่ปุ่นจะแบ่งเป็นหลายครั้งค่ะ การเก็บครั้งแรกจะให้ใบชาที่คุณภาพดีที่สุด และมีราคาแพงที่สุดค่ะ ซึ่งจะเอามาทำเป็นชาผง หรือมัทฉะค่ะ ในอดีต การเก็บใบชาต้องใช้เด็กสาวอายุ 15-16 ปี จะทำให้ได้ใบชาที่ดีค่ะ แต่ในปัจจุบันจะใช้เครื่องเก็บใบชาแทนค่ะ

เดินทางต่อไปยังภูเขาไฟฟูจิ ชมทุ่งดอกพิงค์มอสค่ะ

วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส มองเห็นภูเขาไฟฟูจิ แต่ไม่ชัดเจนมากค่ะ โดยสภาพอากาศแล้ว ประเทศญี่ปุ่นมักไม่ค่อยมีแดดจ้า ท้องฟ้าจะเมฆเยอะ และฝนตกบ่อยด้วยค่ะ

ตอนนี้ทุ่งพิงค์มอสบานเต็มที่แล้วค่ะ สวยงามมาก

อากาศค่อนข้างเย็นค่ะ น่าจะประมาณ 15 องศาค่ะ เตรียมเสื้อโค้ตไปก็โอเคแล้วค่ะ

อากาศเย็นๆแบบนี้ต้องกินไอติมสิคะ รออะไร5555
ไอติมซากุระอันเลื่องชื่อ

หลังจากชมความงามของฟูจิซังเรียบร้อยแล้ว เดินทางต่อไปยังโรงแรม Ohito Hotel บนคาบสมุทรอิสึ (伊豆半島 ) บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยที่สุดในประเทศญี่ปุ่นค่ะ และยังเป็นแหล่งออนเซ็นแห่งหนึ่งที่ดีในประเทศญี่ปุ่นค่ะ

โรงแรมที่เราพักกันคืนนี้เป็น onsen ryokan คือโรงแรมที่มีอ่างอาบน้ำแร่แบบญี่ปุ่น หรือ ออนเซ็น ให้แขกที่เข้าพักค่ะ

มื้อเย็นทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรมค่ะ เป็นบุฟเฟต์ มีขาปูยักษ์เสิร์ฟด้วยค่ะ (อันนี้น่าจะทัวร์จัดมาเองค่ะ)

นอกจากโรงแรมนี้จะมีออนเซ็นแล้ว ยังมีห้องคาราโอเกะ และห้องปิงปองให้เข้าไปเล่นได้ฟรีอีกด้วยค่ะ

โรงแรมนี้ยังไม่หมดมุกค่ะ มีชุดยูกาตะให้ใส่เอาไปเดินชิวๆด้วยค่ะ ดีงามมาก

สี่ทุ่มก็ได้เวลาลงไปแช่ออนเซ็นแล้วค่ะ ทำใจนานมาก5555 ในห้องออนเซ็นก็จะมีเก้าอี้ให้นั่งอาบน้ำแต่ละคนไว้ค่ะ ให้อาบน้ำ ฟอกสบู่ ล้างตัวให้สะอาดก่อนจะลงไปแช่ค่ะ บริเวณอาบน้ำคือต้องแก้ผ้าไปเลยนะ มีสบู่ ยาสระผม ครีมโกนหนวด (?) ที่ขัดเท้าให้เรียบร้อยเลยค่ะ สิ่งเดียวที่จะเอาเข้าไปได้ คือผ้าขนหนูผืนเล็กขนาดเท่าผ้าเช็ดผมค่ะ แต่อย่าเอาผ้าลงไปจุ่มน้ำนะคะ

โรงแรมนี้มีทั้งออนเซ็น indoor และ outdoor ค่ะ ออนเซ็นข้างนอกสวยมากค่ะ เป็นบ่อไม่ใหญ่ ดูดาว ดูวิวรอบๆโรงแรมได้ค่ะ ออนเซ็นเปิดตั้งแต่ ตี5 จนถึงเที่ยงคืนค่ะ

วิวโรงแรมเป็นเทือกเขาเรียงสลับซ้อนกันสวยงาม บ้านต่างๆสไตล์ญี่ปุ่นบนเนินเขาค่ะ

จบตอนวันที่สองแล้วค่ะ

First day at Japan (Kansai - Osaka - Nara - Kyoto - Nagoya)

24 เมษายน 2559

   เช้านี้ หลังจากออกจากสนามบิน ก็เดินทางเข้าสู่วัดโทไดจิ ชมหลวงพ่อโตไดบุทสึ วิหารไม้ที่เก่าแก่ทีุ่ดในโลก ในวัดนี้เป็นศาสนาชินโตค่ะ สวยงามมากๆค่ะ เมืองนาราเป็นเมืองหลวงเก่าแห่งที่ 1 ของประเทศญี่ปุ่นก่อนจะย้ายไปที่เกียวโตค่ะ

ที่นี่เรียกอีกว่าวัดสวนกวาง เพราะมีกวางเยอะมาก ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปสัมผัสและถ่ายรูปด้วยค่ะ







    มื้อแรกที่ญี่ปุ่น
 เที่ยงนี้ทานข้าวเป็นหม้อไฟกับหมูทอดคนละไม้ค่ะ ไม่ขาดไม่เกิน พอดีจำนวนคนเลย


ต่อมาเดินทางสู่เมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าแห่งที่ 2 ของประเทศญี่ปุ่นค่ะ
ระหว่างทางจะเห็นถนนต่างๆในญี่ปุ่น ถนนทุกสาย ซอนทุกซอย มีแต่ความสะอาดค่ะ เรายังทักกับเพื่อนเลยว่า เฮ้ย ขยะยังไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวเลย เศษใบไม้ใบหญ้าก็กวาดจนสะอาด น่าอยู่มากๆค่ะ

ภาพเซเว่นอีเลฟเว่นที่ญี่ปุ่นค่ะ

อันนี้เป็นภาพชาวญี่ปุ่นกำลังเดินทางไปทำงาน สังเกตว่า การเดินทางของเขา นอกจากรถยนต์ส่วนตัว และรถไฟแล้ว การเดิน และการปั่นจักรยาน ก็เป็นอีกวิธีการเดินทางยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นค่ะ เพราะไม่ต้องใช้น้ำมัน ประหยัดเงินด้วยค่ะ หากนำรถยนต์ส่วนตัวไป ก็อาจจะต้องเสียค่าจอดรถเป็นพันเยนเลยค่ะ ดังนั้น จึงไม่แปลกค่ะ ที่จะเห็นคนญี่ปุ่นปั่นจักรยานและเดินไปทำงาน

เข้าสู่เมืองเกียวโต ชมปราสาททองวัดคินคะคุจิ หรือวัดพลับพลาทองนั่นเองค่ะ อาจจะคุ้นชื่อในวัดอิคคิวซัง คือวัดนี้เนี่ย ปรากฎอยู่ในเรื่องอิกคิวซังค่ะ เครื่องรางจากวัดนี้จึงมีอิคคิวซังด้วยค่ะ อันนี้ ความหมายคือ wisdom สติปัญญาค่ะ

วัดพลับพลาทอง สร้างโดย โยชิมิสึ อาชิคางะ

หลังจากชมวัดกันแล้ว ก็เดินทางต่อไปยังวัดคิโยมิสึ หรือวัดน้ำใส ทางขึ้นต้องผ่านถนนที่เรียกว่า ถนนสายกาน้ำชาค่ะ มีร้านของฝาก ของที่ระลึกเยอะมากๆ ขึ้นไปถึงวัดก็จะต้องซื้อตั๋วก่อนที่จะเข้าไปค่ะ ภายในนอกจากจะมีสักการะบูชาพระแล้ว ก็มีการตักน้ำจากน้ำสามสาย ที่เป็นไฮไลท์อีกด้วยค่ะ

คืนนี้ พวกเราพักที่ Meitetsu New Grand Hotel ตั้งอยู่ในเมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ ขาไปก็ผ่านบริเวณอ่าวนาโกย่าที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีอำเภอโตโยต้าอยู่ด้วยค่ะ

มื้อเย็นทานอาหารที่เป็นซุปอีกแล้วนะคะ ไม่ทราบชื่อร้านเหมือนกัน แต่ตั้งอยู่ในเมืองนาโกย่าเนี่ยแหละค่ะ

ตามวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นนะคะ อาหารที่จัดเตรียม จะพอดีกับจำนวนคน เช่น ทานสี่คน จะมีข้าวแค่สี่ถ้าย ซุปสี่ถ้วย ปลาสี่ตัว ไก่สี่ชิ้น นอกจากการทานชาบุ ชาบุ และทานปิ้งย่างค่ะ ที่จะแบ่งกันกิน
ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจค่ะ ว่าทำไมได้ปลาเยอะจัง ได้คนละตัว คนละตัวเลย


คืนนี้ก็พักที่โรงแรม อันมีวิวคือสถานีรถไฟ Meitetsu ที่มีรถไฟชิงคันเซ็นวิ่งผ่านนะคะ บริเวณย่านนาโกย่านี้ คำเรียกสถานที่ มักจะมี Mei อยู่ แทนชื่อนาโกย่าค่ะ

เจอกันวันต่อไปนะคะ




JL728 is departing from Suvarnabhumi Airport, Thailand to Kansai International Airport, Japan

23 เมษายน 2559
   
   การเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่น โครงการทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า พวกเรากว่า 30 ชีวิต เริ่มออกเดินทางจากโรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่เวลา 6 โมงครึ่งในตอนเย็น นั่งรถทัวร์ไปลงสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่จะเข้าไปเช็คอิน ก็ได้พบกับหัวหน้าทัวร์คนสวย "พี่โบวี่" ตัวแทนจากบริษัทกรุงเทพฯ อินเตอร์ แทรเวล จำกัด ที่จะเดินทางไปกับพวกเราในครั้งนี้
 
   ลองจินตนาการหน้าตาพี่โบวี่กันหน่อยค่ะ

ทางบริษัททัวร์ฯ จัดเตรียมของให้ลูกทัวร์ทั้งหลายเสร็จสรรพ มีทั้ง เสื้อกันฝน (ไอเท็มสำคัญในการดำรงชีวิตในญี่ปุ่น เพราะตามสถิติแล้ว ฝนจะตกบ่อยมาก แต่ทริปนี้ฝนไม่ตกเลย ถือว่าโชคดีมากๆค่ะ) กระเป๋าช็อปปิ้ง (หลายคนคิดว่าจะให้มาทำไม คงไม่ได้ช้อปอะไรมากมาย แต่จริงๆแล้วนี่ก็เป็นไอเท็มช่วยชีวิตเหมือนกันค่ะ บางคนน้ำหนักเกิน หรือโหลดไม่พอ ก็ต้องพึ่งพากระเป๋าช้อปปิ้งเนี่ยแหละค่ะ) และซองใสสารพัดนึกค่ะ (ซองนี้ไว้ใส่ใบตม.ทั้งไทย-ญี่ปุ่นค่ะ และยังมีปากกา ทิชชู่ ลูกอม หนังสือไกด์ทัวร์ และอื่นๆค่ะ) จากนั้นเราก็เข้าไปเช็คอินกันค่ะ

มีเรื่องซวยค่ะ ไม่ได้ซวยที่ระบบหรอก แต่ซวยที่กระเป๋าเราเนี่ยแหละค่ะ กระเป๋าเจ้ากรรม มาจากบ้านสภาพดีมาก ไหงถึงสนามบินแล้วเป็นซะอย่างงี้ หูหิ้วกระเป็าขาดค่ะ ไม่ใช่แค่หลุด แต่ขาดแบบต่อไม่ได้เลยค่ะ ToT และนี่ไม่ใช่กระเป๋าเรา เป็นกระเป๋าของญาติเราค่ะ #ร้องไห้แพรบ

เข้าไปเช็คอินเรียบร้อย ก็เตรียมเข้าเกตค่ะ แต่ทัวร์นี้ดีเกินกว่าที่คาดไว้ มีบริการเครื่องดื่มและพายแมคฯจ้าาา ดีงามมากในเวลาทุ่มกว่าแบบนี้

ขออภัยที่ภาพเบลอค่ะ --

ปะ ไปเข้าเกต ขึ้นเครื่องกันดีกว่าค่ะ ตามเวลาแล้ว เครื่องออกตอน 5 ทุ่มค่ะ งี้ก็ดีสิคะ มีเวลาเยื้องกรายอีกบานเบอะ เข้าตม.ผ่านไปก็เจอดิวตี้ฟรีค่ะ แต่ไม่ได้ซื้ออะไรค่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวไปญี่ปุ่นตัวเปล่าแน่555 (ความจริงถึงตัวเปล่ายังไม่เป็นไรเลยนะคะ เพราะทริปนี้รวมเสร็จสรรพแล้ว ไม่มีค่าอะไรเพิ่มค่ะ)

อยากอยู่สนามบินต่อค่ะ ทำไมหรอคะ งานดีมากค่ะแถวๆเกต มีมาทุกชาติเลยจ้าาา ขาว ตี๋ เซอร์ โอ้ยย เลือกไม่ถูกกก (ใจเย็นๆลูกกก)

ขออภัยในความแรดของเจ้าของบล็อกนะคะ555 อย่าถือสาเลยเนอะ เราเล่นๆ

It's time to begin

มันถึงเวลาแล้วค่ะ ที่จะออกเดินทางสู่คันไซ~~~

มีเรื่องเซอร์ไพรส์และตื่นเต้นกว่าการไปญี่ปุ่นค่ะ
ระหว่างที่กำลังรอขึ้นเครื่องนั้น สายตาของเพื่อนเราดันไปเห็น

แบงค์ ธิติ ค่าา

(คนนี้ไม่ใช่เรานะคะ ไม่กล้าลงรูปตัวเอง อาย555)

อิฉันนี่รีบวิ่งเข้าไปขอถ่ายรูปเลยจ้าาา นั่งรอไปรอมา ก็ปิ้งไอเดียว่า เอ้ะ เข้าเกตเดียวกัน งี้ก็ขึ้นลำเดียวกันสิ
กรี้ดดดดดดด
กรี้ดหนักกว่าเดิมอีกค่ะแม่คู้นนน

แต่เอ้ะ ระดับนี้นั่งบิสแน่ๆ อดอีกแล้วสิเราาา

พรหมลิขิตบันดาลชักพาเจ้าค่ะ (เอ้ะ คำลงท้ายทำไมแปลกๆ555)

ที่นั่งเราคือ แถว 51 อ้อ ลืมบอกไป สายการบินที่จะขึ้นในวันนี้คือ Japan Airline (JAL) นะคะ ดีมากๆ ดียังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ

ที่นั่งเราคือ 51 ส่วนที่นั่งของแบงค์ธิตินั้น ไม่ใช่บิส ไม่ใช่เฟิร์สแต่อย่างใด มันคือแถว 50 เจ้าค่ะะะ มายก้อดด วี้ดหนักกว่าเดิมอีกค่าาา แถมคนที่นั่งหน้าแบงค์ ธิติ ก็คือเพื่อนสนิทของเรา (อิจนางขึ้นมาทันใด)

ทีนี้อยู่ไม่เป็นสุขกันทั้งกรุ้ปเนี่ยแหละค่ะ สังเกตการณ์ทุก 5 นาที เขาดูหนังเรื่องอะไร ลุกไปห้องน้ำเมื่อไหร่ จะลุกจะนั่งนี่ไม่มีคลาดสายตาค่ะ (แถมมีมานินทาด้วยนะ555)

เอาเข้าเรื่องเครื่องบินดีกว่านาะ ทีเรื่องผู้ชายนี่ไปไกล555

ที่นั่งบนเครื่องเป็นแบบ 2 4 2 ค่ะ ตามผังนี้เลย


ขึ้นเครื่องไปมีกรี้ดค่ะ อันนี้ไม่ได้กรี้ดผู้ชายละ555 กรี้ดอุปกรณ์เอนเตอร์เทนเม้นท์ค่ะ มีทั้งจอทีวี มีรีโมทแบบไฮเทค หน้าต่างไม่ต้องใช้แบบบานปิดเปิด ใช้วิธีเปลี่ยนสีหน้าต่างแทนค่ะ โอ้โห ไฮเทคเฟร่อออ แอร์ที่นี่ก็น่ารักค่ะ มีทั้งคนไทย คนญี่ปุ่นเลย ถามว่าในจอมีอะไรบ้าง มีทั้งหนัง ซีรีย์ มีหลายภาษาเลยจ้าา โอ้โห ดีงามมาก



ก่อนเครื่องแลนดิ้ง 40 นาที คือเวลาประมาณ 5.40 ตามเวลาญี่ปุ่น ก็คือ 3.40 เวลาไทยค่ะ แอร์ฯจะเสิร์ฟอาหารเช้าค่ะ กินดึก ท้องอืดเบยย อาหารเช้าเป็นพิซซ่ากับหมูอะไรสักอย่าง5555 อร่อยมากก


****ต่อไปจะใช้เวลาญี่ปุ่นในการบอกเวลานะคะ (เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง เวลาไทย+2 ค่ะ)****



นี่เป็นภาพตอนประมาณ หกโมงเช้าค่ะ ท้องฟ้าสว่างแล้ววว

**หกโมงยี่สิบ ถึงสนามบินแล้วจ้า**

ออกมานอกสนามบิน อากาศเย็นสบาย ได้เจอไกด์ท้องถิ่นแล้วค่ะ ชื่อ พี่แฟนต้า เป็นไกด์คนไทย แต่อยู่ในญี่ปุ่น เป็นไกด์ที่คุยเก่งมากเลยค่ะ5555

จะมาต่อในโพสต์ต่อไปนะคะ